แนวคิดแห่งเงิน 4 ด้าน

E : Employee  (ลูกจ้าง  พนักงาน   ข้าราชการ)
แปลกแต่จริงว่าชีวิตของเราตลอดมานี้ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดแบบ E มาโดยตลอดจนทำให้สมองของเรามีมุมมองทุกเรื่องแบบ E  มุมมองแบบ E มีลักษณะที่ร้ายกาจที่สุดคือ การมีฝันเล็กและความสามารถในการลดขนาดความฝันของตัวเองได้เก่งระดับโลก!!!  อะไรกัน!? ความร้ายกาจของมุมมองแบบ E มันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ลองมาดูตัวอย่างนี้กัน
สมมุติว่าคนที่มีมุมมองแบบ E เจอกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่  พอหยิบขึ้นมาดูปรากฏว่ากระแผ่นนั้นมีชื่อว่า  page startup บอกว่ากลุ่มTG+กำลังทำ Project รายได้  40  ล้านบาทต่อเดือน  คนที่มีมุมมองแบบ E จะคิดว่า  จะบ้าเหรอ! มันจะเป็นไปได้ยังไง? เว่อร์ !  เพ้อเจ้อ !   และ  บร้า ๆ ๆ ๆ ๆ  ………………
สิ่งที่เรากล่าวอยู่นี้ไม่ใช่เป็นการตัดสินว่าความคิดแบบ E เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เรากำลังจะให้พิจารณาว่าความคิดแบบนี้มันตอบ โจทย์ชีวิต ที่พวกเราต้องการได้หรือไม่เท่านั้น
S :  Self  employ  (เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก) 
แต่ก็มี E บางส่วนที่ตกผลึกทางความคิด ผันตัวเองเป็น S ได้ แต่ก็นั่นแหละ    ยินดีด้วย  คุณได้ชนักติดหลังอันใหญ่มาแล้ว!!  เพราะอะไรล่ะ   S  ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากๆ จึงทำให้ไม่ไว้ใจให้ใครมาทำงานสำคัญๆ แทนตัวเอง  ผลผลิต (Productivity)  ขึ้นอยู่กับ E แล้วที่สำคัญ S ก็ห้ามขาด  ลา  มาสาย  ป่วย  หรือตาย  เพื่อเป็นเงื่อนไขในการรับรายได้เหมือน E แต่อาจยืดหยุ่นได้มากกว่านิดหน่อยเพราะตัวเองเป็นเจ้าของเอง (แต่ถ้ายืดหยุ่นมากเกินไปก็เตรียมจดทะเบียนชำระบัญชีไปได้เลย…) ที่สำคัญถ้าเจ้าของกิจการซึ่งเป็นสาเหตุของรายได้ไม่สามารถทำงานได้อีก มรดกที่จะให้คนที่รักต่อมันก็หยุดอยู่ที่วินาทีสุดท้ายที่ตัวเองทำงานได้นั่นเอง
B : Business Owner   (เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่   นายธนาคาร)
เมื่อเป็น S แล้วจะผันตัวเองเข้ามาเป็น  B โดยการกระทำตามสูตรดังนี้ B = S + ทุน   แล้วคิดว่าทุนนี่มันต้องมีสักเท่าไหร่? 5บาทเหรอ? 10บาทเหรอไม่ใช่อยู่แล้ว คิดว่าคุณเจริญเจ้าของเบียร์ช้างต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อเครื่องจักร, สร้างโรงงาน, จ้างคนเพื่อ set ระบบ…………….มหาศาล!!!     แล้วจะมี S ซักกี่คนที่มีทุนมหาศาลโดยมีเครดิตในการกู้ยืมเงินวงเงินสูงๆ  ขนาดนั้น
แต่สมมติพอเป็น B ได้แล้วโครงสร้างองค์กรก็จะเป็นอย่างนี้
                            B                               ผู้ถือหุ้นรายใหญ่/เจ้าของ
                      E    E    E                     E ระดับสูง เช่น CEO, CFO, COO
                E   E   E   E   E                E ระดับกลาง  Manager
             E  E  E  E  E  E  E  E          E ระดับปฏิบัติการ พนักงานประจำแผนกต่างๆ
โดยที่จำนวนคนตามโครงสร้างองค์กรแบบ B จะมีจำนวนคนลดลงเรื่อยๆ จากฐานด้านล่างของปิระมิด ขึ้นไปหายอดสูงสุดคือ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเจ้าของ ซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่สุดในบริษัท  ในขณะที่โครงสร้างรายได้กลับมีลักษณะตรงกันข้าม คือ เป็นปิระมิดกลับหัว ดังนี้
                                                            100,000,000
                                                             1,000,000
                                                              100,000
                                                               20,000

เมื่อพิจารณาแล้ว จะพบว่ามีคนเพียงไม่กี่คนในโครงสร้างองค์กรที่ได้รับรายได้จำนวนมหาศาล ในขณะที่คนจำนวนมากที่ทำงานหนักและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจกลับได้เงินจำนวนน้อยนิดเป็นผลตอบแทนทุกเดือน หรือพูดง่ายๆว่าจ้างยังไงก็ได้ให้คุ้มค่ากว่าต้นทุนที่เสียไปนั่นเองอาจกล่าวได้เป็นนัยๆว่าหากคิดจะทำงานเป็น E นั้นไม่ควรหวังอะไรมากไปกว่าการได้ประสบการณ์และการเรียนรู้งานเท่านั้น
I : Investor  (นักลงทุน)
การจะเป็นนักลงทุนที่ดีและมีความสุขกับชีวิตได้ต้องประกอบไปด้วย
1. ความรู้และข้อมูลวงในที่แม่นยำ (เรียกง่ายๆว่า”insider”)
2. เงินทุนจำนวนมากมหาศาล  ที่เกินจากเงินออมสำหรับการใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายยามเกษียณ (เรียกง่ายๆว่าเงินเย็น”)  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และหากเกิดWorst caseจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างเป็นสาระสำคัญ
สมมุติ : มีเงินอยู่  1,000,000  เป็นเงินเก็บก้อนเดียวในชีวิตที่เหลืออยู่ เอามาลงทุนซื้อหุ้น ๆ ละ 5 บาท  จะได้เท่ากับ 200,000 หุ้น 
สมมุติว่ากำไรต่อหุ้น ณ 10 วันข้างหน้า  ราคาหุ้นขึ้นไปที่  500  บาท  ท่านจะได้กำไรเท่ากับ  500 – 5 = 495 บาทต่อหุ้น  หากขายหุ้นทั้งหมดจะได้กำไร   200,000 x 495 = 99,000,000 บาท
เงื่อนไขข้อนี้เป็นการจำลองการลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมากพอควรและผลตอบแทนก็ช่างน่าชื่นใจ.. แต่ในชีวิตจริงมันไม่มี  Time machine
ถ้าหากอีก10 วันข้างหน้าราคาหุ้นลดลงเหลือ 0.50 บาทต่อหุ้น   ตามเงื่อนไขจะเกิดผลขาดทุนเท่ากับ200,000 x 4.5 = 900,000 บาท หรือขาดทุนเท่ากับ90% ของเงินลงทุน   จากเงิน 1  ล้านบาทเหลือ  1  แสนบาทในเวลาเพียง  10  วัน
สรุปก็คือ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน

Robert  Kiyozaki  ได้บอกไว้ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกฉบับ Business School :  พ่อรวยสอนธุรกิจเครือข่าย, BEST SELLER  ไว้อย่างชัดเจนว่า มีการลงทุนแบบหนึ่งที่จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ (B : Business Owner) ซึ่งมีการลงทุนที่ต่ำและทำได้จริง อีกทั้งยังเป็น Passive income  (หยุดทำ แต่รายได้ไม่หยุด)  ที่เป็นการกระจายรายได้ให้แก่คนทั่วทั้งเครือข่ายผู้บริโภคอีกด้วย การลงทุนนั้นมีชื่อเรียกว่า Network marketing