E : Employee (ลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการ)
แปลกแต่จริงว่าชีวิตของเราตลอดมานี้ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดแบบ E มาโดยตลอดจนทำให้สมองของเรามีมุมมองทุกเรื่องแบบ E มุมมองแบบ E มีลักษณะที่ร้ายกาจที่สุดคือ การมีฝันเล็กและความสามารถในการลดขนาดความฝันของตัวเองได้เก่งระดับโลก!!! อะไรกัน!? ความร้ายกาจของมุมมองแบบ E มันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ลองมาดูตัวอย่างนี้กัน
สมมุติว่าคนที่มีมุมมองแบบ E เจอกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่ พอหยิบขึ้นมาดูปรากฏว่ากระแผ่นนั้นมีชื่อว่า page startup บอกว่ากลุ่มTG+กำลังทำ Project รายได้ 40 ล้านบาทต่อเดือน คนที่มีมุมมองแบบ E จะคิดว่า “จะบ้าเหรอ! มันจะเป็นไปได้ยังไง? เว่อร์ ! เพ้อเจ้อ ! และ บร้า ๆ ๆ ๆ ๆ ………………
สิ่งที่เรากล่าวอยู่นี้ไม่ใช่เป็นการตัดสินว่าความคิดแบบ E เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เรากำลังจะให้พิจารณาว่าความคิดแบบนี้มันตอบ โจทย์ชีวิต ที่พวกเราต้องการได้หรือไม่เท่านั้น…
S : Self employ (เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก)
แต่ก็มี E บางส่วนที่ตกผลึกทางความคิด ผันตัวเองเป็น S ได้ แต่ก็นั่นแหละ ยินดีด้วย คุณได้ชนักติดหลังอันใหญ่มาแล้ว!! เพราะอะไรล่ะ S ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากๆ จึงทำให้ไม่ไว้ใจให้ใครมาทำงานสำคัญๆ แทนตัวเอง ผลผลิต (Productivity) ขึ้นอยู่กับ E แล้วที่สำคัญ S ก็ห้ามขาด ลา มาสาย ป่วย หรือตาย เพื่อเป็นเงื่อนไขในการรับรายได้เหมือน E แต่อาจยืดหยุ่นได้มากกว่านิดหน่อยเพราะตัวเองเป็นเจ้าของเอง (แต่ถ้ายืดหยุ่นมากเกินไปก็เตรียมจดทะเบียนชำระบัญชีไปได้เลย…) ที่สำคัญถ้าเจ้าของกิจการซึ่งเป็นสาเหตุของรายได้ไม่สามารถทำงานได้อีก มรดกที่จะให้คนที่รักต่อมันก็หยุดอยู่ที่วินาทีสุดท้ายที่ตัวเองทำงานได้นั่นเอง
B : Business Owner (เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ นายธนาคาร)
เมื่อเป็น S แล้วจะผันตัวเองเข้ามาเป็น B โดยการกระทำตามสูตรดังนี้ B = S + ทุน แล้วคิดว่าทุนนี่มันต้องมีสักเท่าไหร่? 5บาทเหรอ? 10บาทเหรอ? ไม่ใช่อยู่แล้ว คิดว่าคุณเจริญเจ้าของเบียร์ช้างต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อเครื่องจักร, สร้างโรงงาน, จ้างคนเพื่อ set ระบบ? …………….มหาศาล!!! แล้วจะมี S ซักกี่คนที่มีทุนมหาศาลโดยมีเครดิตในการกู้ยืมเงินวงเงินสูงๆ ขนาดนั้น
B ผู้ถือหุ้นรายใหญ่/เจ้าของ
E E E E ระดับสูง เช่น CEO, CFO, COO
E E E E E E ระดับกลาง Manager
E E E E E E E E E ระดับปฏิบัติการ พนักงานประจำแผนกต่างๆ
โดยที่จำนวนคนตามโครงสร้างองค์กรแบบ B จะมีจำนวนคนลดลงเรื่อยๆ จากฐานด้านล่างของปิระมิด ขึ้นไปหายอดสูงสุดคือ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเจ้าของ ซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่สุดในบริษัท ในขณะที่โครงสร้างรายได้กลับมีลักษณะตรงกันข้าม คือ เป็นปิระมิดกลับหัว ดังนี้
1,000,000
100,000
20,000
เมื่อพิจารณาแล้ว จะพบว่ามีคนเพียงไม่กี่คนในโครงสร้างองค์กรที่ได้รับรายได้จำนวนมหาศาล ในขณะที่คนจำนวนมากที่ทำงานหนักและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจกลับได้เงินจำนวนน้อยนิดเป็นผลตอบแทนทุกเดือน หรือพูดง่ายๆว่าจ้างยังไงก็ได้ให้คุ้มค่ากว่าต้นทุนที่เสียไปนั่นเอง…อาจกล่าวได้เป็นนัยๆว่าหากคิดจะทำงานเป็น E นั้นไม่ควรหวังอะไรมากไปกว่าการได้ประสบการณ์และการเรียนรู้งานเท่านั้น
I : Investor (นักลงทุน)
การจะเป็นนักลงทุนที่ดีและมีความสุขกับชีวิตได้ต้องประกอบไปด้วย
1. ความรู้และข้อมูลวงในที่แม่นยำ (เรียกง่ายๆว่า”insider”)
2. เงินทุนจำนวนมากมหาศาล ที่เกินจากเงินออมสำหรับการใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายยามเกษียณ (เรียกง่ายๆว่า”เงินเย็น”) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และหากเกิดWorst caseจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างเป็นสาระสำคัญ
สมมุติ : มีเงินอยู่ 1,000,000 เป็นเงินเก็บก้อนเดียวในชีวิตที่เหลืออยู่ เอามาลงทุนซื้อหุ้น ๆ ละ 5 บาท จะได้เท่ากับ 200,000 หุ้น
สมมุติว่ากำไรต่อหุ้น ณ 10 วันข้างหน้า ราคาหุ้นขึ้นไปที่ 500 บาท ท่านจะได้กำไรเท่ากับ 500 – 5 = 495 บาทต่อหุ้น หากขายหุ้นทั้งหมดจะได้กำไร 200,000 x 495 = 99,000,000 บาท
เงื่อนไขข้อนี้เป็นการจำลองการลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมากพอควรและผลตอบแทนก็ช่างน่าชื่นใจ.. แต่ในชีวิตจริงมันไม่มี Time machine
ถ้าหากอีก10 วันข้างหน้าราคาหุ้นลดลงเหลือ 0.50 บาทต่อหุ้น ตามเงื่อนไขจะเกิดผลขาดทุนเท่ากับ200,000 x 4.5 = 900,000 บาท หรือขาดทุนเท่ากับ90% ของเงินลงทุน จากเงิน 1 ล้านบาทเหลือ 1 แสนบาทในเวลาเพียง 10 วัน
สรุปก็คือ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน
Robert Kiyozaki ได้บอกไว้ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกฉบับ Business School : พ่อรวยสอนธุรกิจเครือข่าย, BEST SELLER ไว้อย่างชัดเจนว่า มีการลงทุนแบบหนึ่งที่จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ (B : Business Owner) ซึ่งมีการลงทุนที่ต่ำและทำได้จริง อีกทั้งยังเป็น Passive income (หยุดทำ แต่รายได้ไม่หยุด) ที่เป็นการกระจายรายได้ให้แก่คนทั่วทั้งเครือข่ายผู้บริโภคอีกด้วย การลงทุนนั้นมีชื่อเรียกว่า Network marketing